There are several way of measuring values of KM program. The measurement will only just return some portions of the truth, not the entire exact values. KM program have immense benefits. Measuring the Return on Investment has been wanted. Most of them are intangible. There is no single formula to measure, but we can always measure the proxy. Hence, the measuring value requires upfront agreement between parties in the organization. Here is how the value can be measured.

  1. The solid KM program requires alignment with business direction and strategy. The Balance Score Card (BSC) and Strategy Map is the best tool to start the program with. The tools will give directions of how KM is to be heading and aligning with the business. BSC will provide the perspectives from 4 impacting areas: Financial, Customer, Process, and Organization Capacity. From the 4 areas, relevant factors will be derived. From these factors, relevant expecting outcomes and measurement indexes will be developed.From the use of BSC, several measurement indexes are derived. We cannot measure them all. The best suggestion is to pick 3 measures that are to have highest impact and visible returns from each of the 4 impacting areas.
  2. The second technique is to develop scenario and extrapolate the benefits. In this case, a problem of not using KM is used for the evaluation. For example, if a project started without learning from the previous mistake or repeat the success learned from other similar project, how much it would cost to develop new knowledge and experiences. A financial loss figure will be the outcome from exploring the possibility. And if the project adopted the learning from previous project, the financial gains will be the outcome.
  3. The third technique is to develop Business Case. The business case is like a preliminary plan before stepping into the actual project commencement. The case involves exploring the project development phases and identifying the relevant stakeholders. These are called "touch points". With each of these touch points, the applying of previous knowledge from other projects or external knowledge from experts are obtained. The value of applying these knowledge will then be analyzed to define the value realized from applying these knowledge. The result will be in the form of time saved, and less expenses from errors.

Remember that, the ultimate values return from program are the contribution to one or more of these deliverables: Better, Faster, Cheaper, or Safer. Doing KM can result in improving the efficiency of performing on things, improve efficiency in processing things, the efficiency reduces operational cost, and/or applying knowledge can result in safer operating environment.

องค์กรต่างๆมักจะถามว่าจะมีวิธีวัดคุณค่าของการจัดการความรู้ได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมากเพราะการวัดว่าความรู้ที่มีเราจะแปลงเป็นคัวเลได้อย่างไร การวัดคุณค่าของสิ่งที่จับต้องไม่ได้มักจะเป็นเรื่องที่ยาก บางครั้งเราวัดโดยตรงไม่ได้ก็ต้องวัดค่าของส่วนประกอบอื่นๆที่เป็นผลมาจากการดำเนินการในส่วนอื่นๆแทน ในการวัดผลของการทำ KM ทำได้หลายวิธีดังนี้

  1. ในการจัดทำ KM เราสามาเริ่มด้วยการปรับแนวทางให้เข้ากับแนวทางของการดำเนินของธุรกิจ (Startegic Business Alignment) เสียก่อน การใช้เครื่องมือเช่น Balance Scorecard หรือ Strategy Map สามารถช่วยให้เรากำหนดกิจกรรมของ KM Program ของเราได้ ตัว BSC นี้จะช่วยให้เรามองการดำเนินการใน 4 มุมมองด้วยกันคือมุมมองทางด้านการเงิน มุมมองด้านลูกค้า มุมมองด้านกระบวนการการทำงาน และมุมมองด้านความสามารถขององค์กรในการทำงานให้ได้ผล ในการใช้ BSC นี้เราจะได้รายละเอียดของการดำเนินการในแต่ละด้าน ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้จากแต่ละรายละเอียด รวมทั้งการวัดผลของการดำเนินงานแต่ละด้านด้วย การทำ BSC จะมีรายละเอียดมากเกินไป ในการวัดผลจึงแนะนำให้เลือกมี่จะวัดผลในบางข้อที่มีผลกระทบต่อรายละเอียดขอแต่ละมุมมอง โดยแนะนำให้เลือกมาอย่างละไม่เกิน 3 ข้อก็เพียงพอแล้ว
  2. วิธีที่สองคือการเลือกงานขึ้นมาสักงานหนึ่งแล้วคิดในเชิงลบว่าถ้าเราเริ่มดำเนินงานนี้โดยไม่ได้มี่ความรู้และประสพการณ์จากงานเดิมเข้ามาแนะนำเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะมีความเสียหายหรือเสียค่าใช้เกิดขึ้นเท่าไหร่จากความไม่รู้ และถ้าต่อยอดจากความรู้เดิมจะสามารถทำรายได้ๆมากขึ้นเท่าไหร่
  3. วิธีที่สามคือการทำ Business Case การทำ BC จะเป็นการวางแผนโครงการก่อนดำเนินการจริง ในการทำ BC แผนจะถูกวิเคราะห์แล้วแบ่งออกเป็น phase พร้อมทั้งระบุผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สิ่งนี้เราเรียกว่า "touch points" จากนั้นการวิเคราะห์ในแต่ละ touchpoint เพื่อดูผลกระทบจากการที่ได้ความรู้จาก project เดิมจะสามารถช่วยให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายหรือเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างไร

จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์จะมาในรูปของ การทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ค่าใข้จ่ายที่ลดลง การทำงานที่เร็วขึ้น หรือการทำงานที่ปลอดภัยยิ้งขึ้น

จากบทความของ Stan Garfield เรื่อง 15 Knowledge Management Benefits การ์ฟิลด์ระบุว่าประโยชน์ที่ได้จากการทำ Knowldge Management มีทั้งหมด 15 ข้อด้วยกันดังนี้

  1. ทำให้การตัดสินใจในเรื่องที่จะทำดีขึ้นและเร็วขึ้น (Better and faster decision making)
  2. ทำให้เราสามารถหาข้อมูลและทรัพยากรที่ใช้ในการทำงานได้ดีขึ้น (Easy to find relevant information and resources)
  3. การนำเอาแนวความคิด เอกสาร และ ความเชี่ยวชาญ กลับมาใช้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น (Reusing ideas, documents, and experties)
  4. หลีกเลี่ยงการทำซ้ำ (Avoid redundant effort)
  5. หลีกเลี่ยงการทำผิดซ้ำสอง (Avoid making same mistake twice)
  6. ใช้ความรู้ความสามารถที่เคยสร้างมาให้เกิดประโยชน์ (Taking advantage of existing expertise and experience)
  7. สื่อสารข้อมูลอย่างรวดเร็วและทั่วถึง (Communicate important information widely and quickly)
  8. พัฒนากระบวนการการทำงานที่มีประสิทธิภาพและนำไปใช้กับหน่วยงานอื่นในองค์กร (Promoting standard, repeatable processes and procedures)
  9. พัฒนาเครื่องมือเพื่อใช้ในการทำงาน (Provide methods, tools, templates, techniques, and examples)
  10. ทำให้สามารถการใช้งานความรู้และความสามารถในทุกที่ในองค์กร (Make scare expertise widely available)
  11. แสดงประโยชน์ของความรู้ที่พัฒนาขึ้นมาว่ามีประโยชน์ต่อลูกค้าอย่างไร (Show customers how knowledge is used for their benefits)
  12. ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว (Accelerate delivery to customers)
  13. ทำให้องค์กรขยายการเติบโต (Enable organization to leverage its size)
  14. ทำให้ความสามารถในการแก้ปัญหาสูงขึ้น (Make organization's best problem-solving experiences reusable)
  15. กระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมและการเติบโตขององค์กร (Stimulate innovation and growth)

ประโยชน์ทั้ง 15 ข้อนั้นมาจากในแต่ละขั้นตอนของการทำ Knowledge Mangement ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น การเรียนรู้จากงานและประสพการณ์ที่ผ่านมาโดยการทำ Retrospective Review, After Action Review การกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้จากงานที่ผ่านมาโดยการทำ Peer Assist การกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ของความรู้และการพัฒนากระบวนการการทำงานทีดีขึ้นโดยการสนับสนุนของ Community of Practice การให้คำแนะนำและการขอคำแนะนำผ่านผู้เชี่ยวชาญผ่านทาง Center of Excellence

กระบวนการทั้งหมดของ KM นับว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตขององค์กรและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

Benefits of KM

It is the peculiarity of knowledge that those who really thirst for it always get it.” Richard Jefferies

เมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับพี่ๆน้องที่เรียนด้วยกันมาในมหาวิทยาลัย ในงานมีรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ท่านเป็นคนที่เรียนไปสนุกไปกับชีวิตระหว่างเรียน ผลการเรียนจึงออกมาไม่ได้ดีอย่างที่หวัง เมื่อจบออกไปก็เปิดบริษัททำอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ ถ้าเป็นศัพท์ปัจจุบันนี้ก็คงต้องเรียกว่า Start-up รุ่นพี่ท่านนี้ก็ทำมาตั้งแต่เริ่มต้นในยุคที่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเพิ่งเริ่มต้น จำได้ว่าท่านได้ประดิษฐ์แผงวงจรให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแสดงภาษาไทยได้ บริษัทของรุ่นพี่ท่านนี้ก็เติบโตมาเรื่อยๆปัจจุบันบริษัทมีกำไรหลายพันล้านบาทต่อปี การมาเจอในครั้งนี้ทุกอย่างเหมือนกับการย้อนเวลากลับไปหลังจากไม่ได้เจอกันกว่า 30 ปี ในงานนี้มีโอกาสที่น้องๆที่เพิ่งเริ่มชีวิตการทำงานได้มาพูดคุย มีประโยคนึงที่รุ่นพี่ท่านนี้พูดถึงน้องๆที่น่าสนใจคือเรื่องการเรียนรู้ ท่านบอกรุ่นน้องว่า

“พี่นี่ตอนเรียนหนังสือก็ไม่ได้สนใจ เรียนก็ไม่ดี แต่เมื่อทำงานเราทำด้วยความชอบความสนุก แต่ที่สำคัญที่สุดคือเราต้องเรียนรู้ แล้วต้องรู้ให้จริง ต้องลงมือทำให้เห็น”

เรื่องการเรียนรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ในบริษัทใหญ่ๆที่มีคนมีความรู้ความสามารถในแขนงต่างๆมาประกอบกันในการทำงาน นำความรู้และประสพการณ์ที่หลากหลายมาร่วมกัน บริษัทถึงจะดำเนินไปได้ บางครั้งบริษัทเหล่านี้ก็ลืม นึกถึงแต่เพียงว่าจุดมุงหมายของบริษัทคืออะไร มีการกำหนด Core

ราอาจจะเคยได้ยินคำว่า “ตาบอดคลำช้าง”คำว่า หรือคำว่า”ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิด” มาบ้างแล้ว ทั้งสองเป็นคำพังเพยที่อาจจะคุ้นหูกันดีสำหรับคนไทย คำพังเพยทั้งสองเกี่ยวกับช้างที่เป็นสัตว์ใหญ่ แต่คำว่า “Elephant in the Living Room” อาจจะไม่เป็นคำที่คนไทยคุ้นเคยนักเพราะเป็นคำพังเพยของฝรั่ง ความหมายของคำนี้คือ มีสัตว์ตัวใหญ่เท่าช้างเลยอยู่ในห้องนั่งเล่น แต่ไม่มีใครพูดถึงมันเลย

KM ก็เปรียบเหมือนมีช้างอยู่ในห้อง แต่คนที่อยู่ในห้องไม่ได้กล่าวถึงทั้งๆที่รู้ว่ามันสำคัญ จากการที่ได้ไปพูดคุยกับหลายๆท่านในหลายๆองค์กรในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เกี่ยวกับเรื่องการจัดทำ KM ในแต่ละที่ แต่ละท่านที่เราได้คุยมีการพูดถึง KM ในทางที่ดี มีความเข้าใจในการทำ KM และเข้าใจถึงประโยชน์ของ KM ที่มีต่อองค์กรพอสมควร แต่การจัดทำ KM ในองค์กรของไทยโดยเฉพาะภาครัฐยังมีแนวทางการจัดการในระดับบุคคลหรือภายในหน่วยงานในระดับส่วน การบริหารจัดการยังไม่ขึ้นไปถึงในระดับหน่วยใหญ่หรือกระจายไปในระดับองค์กร ปัญหาที่มักจะพบคือผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญ หรือไม่ได้จัดให้การจัดการ

Just came across an article by Patel, inverse.com on A Radical New Theory Could Change the Way We Build A.I. Patel (2017) is taking a look at each cell in human brain and consider it as an information